logo-ราชวิลัยรังสีแพท

รังสีวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย

RADIOLOGICAL SOCIETY OF THAILAND

Menu

โอกาสเกิดมะเร็ง กับ การตรวจวินิจฉัยทางรังสี

Share on facebook
Share on google
Share on twitter

1. รังสี  (Radiation) คืออะไร

รังสี คือ พลังงานหรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ปล่อยออกมาจากแหล่งกำเนิด ซึ่งมีความถี่และความยาวคลี่นต่างๆกัน เช่น คลื่นแสง คลื่นเสียง  รังสีเอกซ์  รังสีแกมมา โดยมีการแบ่งหลายๆแบบตามลักษณะต่างๆกัน เช่น แบบที่มองเห็น และ มองไม่เห็น  แบบก่อประจุ และ ไม่ก่อประจุ   ซึ่งรังสีที่เราสัมผัสโดยทั่วไป  ประกอบด้วยแหล่งกำเนิดรังสีจากธรรมชาติ และแหล่งกำเนิดรังสีที่มนุษย์สร้างขึ้น

  • รังสีจากธรรมชาติ ( Natural Radiation Sources ) ประมาณ 82%  โดยปกติก็มีรังสีโดยธรรมชาติจากสิ่งแวดล้อมต่างๆ  เช่น รังสี cosmic จากอวกาศ   รังสีจากสารกัมมันตรังสีตามธรรมชาติ จากผิวดิน ถึง อากาศ  ซึ่งแต่ละประเทศแต่ละพื้นที่จะมีปริมาณต่างๆกัน  
  • รังสีที่มนุษย์สร้างขึ้น (Man Made Radiation Sources)  ประมาณ18% เช่น รังสีทางการแพทย์ ( รังสีเอกซ์)  เวชศาสตร์นิวเคลียร์  จากเครื่องอุปโภคบริโภค เป็นต้น
  • อื่นๆ น้อยกว่า 1%
โอกาสเกิดมะเร็ง กับ การตรวจวินิจฉัยทางรังสี 1

2. การตรวจวินิจฉัยทางรังสี (Diagnostic radiology, X-ray)

รังสีเอกช์  (X-ray)  เป็นพลังงานอย่างหนึ่ง ซึ่งมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า และ เป็นแบบก่อประจุ (Ionizing radiation)  แต่มีคุณสมบัติพิเศษ คือ สามารถทะลุทะลวงผ่านวัตถุ รวมถึง อวัยวะต่างๆของร่างกายไม่เท่ากัน  ทำให้สามารถมองเห็นภาพของอวัยวะภายในได้ จึงนำมาใช้ประโยชน์ในการวินิจฉัยทางการแพทย์

การตรวจวินิจฉัยทางรังสี อาทิเช่น เอกซเรย์ทั่วไป ( General X-ray) เอกซเรย์พิเศษ ( ระบบทางเดินอาหาร , ไขสันหลัง,ทางเดินปัสสาวะ) เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT – Scan) จะช่วยแพทย์ในการวินิจฉัยโรคต่างๆได้  นอกจากนี้เอกชเรย์ ยังช่วยให้เห็นอวัยวะภายในเพื่อการวางท่อระบายต่างๆ  รวมทั้ง ใข้ในการร่วมรักษาทางหลอดเลือดต่างๆ (Intervention)

3. การวัดปริมาณทางรังสี (Measuring Radiation Dosage)

การวัดปริมาณทางรังสีนิยมใช้ค่า Effective dose หมายถึง ปริมาณรังสีที่อวัยวะต่างๆได้รับ มีหน่วยเป็น Millisievert (mSv)  นอกจากนี้ยังมีหน่วยวัดทางรังสีอื่นๆ เช่น  Rad, Rem, Roentgen, Gray เป็นต้น

เนื่องจากเนื้อเยื่ออวัยวะต่างๆ มีความไวต่อรังสีได้แตกต่างกัน  ปริมาณรังสีสะสมในแต่ละส่วนของร่างกายจึงแตกต่างกัน   ในแง่ของ Effective dose ที่ใช้ จะแสดงถึงปริมาณรังสีเฉลี่ยของทั้งร่างกาย (average the entire body)

ค่า Effective dose จะช่วยเปรียบเทียบความไวต่อรังสีของอวัยวะหรือเนื้อเยื่อต่างๆ    นอกจากนี้ยังใช้เป็นค่าเปรียบเทียบรังสีจากแหล่งต่างๆ ตั้งแต่ รังสีตามธรรมชาติ (Natural background radiation) จนถึง รังสีทางการแพทย์(Radiography medical Procedure)  ตัวอย่างเช่น  เปรียบเทียบปริมาณรังสีในการเอกซเรย์ปอด 1 ครั้ง จะเทียบเท่าปริมาณรังสีที่ได้รับจากสิ่งแวดล้อมประมาณ 10 วัน

4. Effective Radiation Dose ในผู้ใหญ่

โอกาสเกิดมะเร็ง กับ การตรวจวินิจฉัยทางรังสี 2

* ปริมาณรังสีเป็นค่าเฉลี่ยในผู้ใหญ่ ซึ่งอาจแตกต่างกัน ตามขนาดของร่างกาย และ เทคนิคการตรวจในแต่ละสถานที่

นอกจากนี้ ปริมาณรังสีในเด็ก จะมีความแตกต่างจากผู้ใหญ่ เนื่องจากขนาดของร่างกาย และ ความไวต่อรังสีไม่เท่ากัน

** ตารางอธิบายเพิ่มเติม

โอกาสเกิดมะเร็ง กับ การตรวจวินิจฉัยทางรังสี 3

5. สรุป  โอกาสเสี่ยงของการเกิดมะเร็งจากการตรวจวินิจฉัยทางรังสี ถือว่าน้อยมาก  เมื่อเทียบกับประโยชน์ที่ได้รับจากการวินิจฉัยโรค   แต่อย่างไรก็ตาม ยังต้องคำนึงถึงความจำเป็น และ ความสมเหตุสมผลในการส่งตรวจ  การควบคุมปริมาณรังสีและขอบเขตของรังสีระหว่างการตรวจ   การใช้ปริมาณรังสีให้ต่ำที่สุดเท่าที่สามารถจะทำได้ ตามหลักการ  ALARA (As Low As Reasonably Achievable)  นอกจากนี้ ควรระวังในหญิงตั้งครรภ์ และ เด็ก

เอกสารอ้างอิง และ แนะนำอ่านเพิ่มเติม

  1. http://www.radiologyinfo.org/en/info.cfm?pg=safety-xray
  2. ICRP Publication 103: The 2007 Recommendations of the International Commission on Radiological Protection
  3. The American Association of Physicists in Medicine Response in Regards to CT Radiation Dose and its Effects

ข้อมูลและภาพโดย : พญ.อรอวรรณ อุตราวิสิทธิกุล